ชีวประวัต ปฏิปทาหลวงปู่เผด็จ ปภัสสโร วัดถ้ำผาจรุย อ.ป่าแดด จ.เชียงราย


ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่เผด็จ ปภัสสโร 
     วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นวันครบรอบ ๘ ปี การละสังขาร หลวงปู่เผด็จ ปภัสสโร วัดถ้ำผาจรุย อ.ป่าแดด จ.เชียงราย ท่านเป็นศิษย์ยุคต้นของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม และเป็นศิษย์หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม , หลวงปู่บัว เตมิโย

พระอาจารย์เผด็จ หรือ หลวงปู่เผด็จ ปภัสสโร ตามใบแจ้ง ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๔๘๑ แต่ท่านบอกพ่อแม่แจ้งเกิดเราช้าสี่ปี เนื่องจากครอบครัวย้ายบ้านบ่อย ท่านว่าที่จริงเราเกิดวันที่ ๓ มิถุนายน ปี ๒๔๗๗ อายุของเราจะไล่เลี่ยกันกับอาจารย์อินตอง ( หลวงปู่อินตอง สุภวโร วัดป่าวีระธรรม บ้านอุ่มเม้า ตำบลไหหย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร )

ในอดีตสมัยเป็นพระหนุ่มด้วยกัน พระอาจารย์อินตอง ท่านจะเป็นสหายคู่หูกันกับพระอาจารย์เผด็จ แผนกหาน้ำผึ้งเดือนห้าไปติดกัณฑ์เทศน์ขอฟังธรรมเรียนคาถาพิสดารกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ในสมัยที่พระอาจารย์เผด็จท่านบวชครั้งแรกหลังลาออกจากราชการครู

พระอาจารย์เผด็จท่านเล่าให้ฟังขำๆ เวลาไปกราบฟังเทศน์เรียนธรรมกับหลวงปู่ตื้อที่วัดป่าบ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม

เราจะเรียนถามท่านว่า “ ครูอาจารย์มื้อนี้สิเทศน์ยาวบ่ อาจารย์ตื้อท่านก็จะว่าหยอก เฮ้ย.! เรื่องเทศน์สิยาวสิสั้นนั่นมันขึ้นอยู่กับคายอ้อน้ำเผิ่ง ( ขึ้นอยู่กับน้ำผึ้งค่ายกครู ) น้ำเผิ่งน้อยคอกะแห้งเร็วเทศน์ได้บ่นาน น้ำเผิ่งหลายขวดใหญ่ ๆ กะเทศน์ยาวฮอดจนซอดแจ้ง ”

พระอาจารย์เผด็จ ว่าหลวงปู่ตื้อท่านจะชอบฉันน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น เวลาท่านเทศน์ท่านคุยก็จะจิบน้ำผึ้งที่ผสมน้ำอุ่นไปด้วย พอน้ำผึ้งหมดแก้วท่านก็จะเป็นเสียงอ่อย ๆ คุยไม่ค่อยดัง เวลาอยู่ด้วยกันพระอาจารย์เผด็จท่านจะรู้กิริยานี้ของหลวงปู่ตื้อ ท่านก็จะคอยเอาน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นเติมให้หลวงปู่ตื้อฉันอยู่บ่อย ๆ พอได้ฉันน้ำผึ้งแล้วหลวงปู่ตื้อท่านก็จะพูดยาว ๆ ของท่านไปแบบไม่มีข้องมีคา
เวลาปวดเยี่ยวขึ้นมาถ้ามีแม่ชีแม่ออกนั่งฟังอยู่ด้วยหลวงปู่ตื้อท่านก็บอก หันหน้าหนีแม้สูกูสิเยี่ยว.! ท่านก็จะจับกระโถนยัดเข้าใต้สบงนั่งลงยอง ๆ เยี่ยวเฉยเลย หลวงปู่ตื้อท่านจะทำแบบนี้ของท่านโดยที่ท่านไม่สนใจใครว่าเป็นคุณหญิงคุณนายมาจากไหนก็ตาม วาสนานิสัยห้าวห่ามธรรมอย่าง หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม นี้จึงยากที่ใครจะเลียนแบบท่านได้

ครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่พระอาจารย์เผด็จท่านจะสนิทกันมาตั้งแต่ยุคสมัย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ก็คือ หลวงปู่บุญพิณ กตปุญโญ วัดดอยผาเทพนิมิต หลวงปู่บุญพิณนี้พระอาจารย์เผด็จท่านจะถือเป็นพี่ชายใหญ่ในสายสกลนครของท่าน

พระครูปภัสสราธิการ หรือ หลวงปู่เผด็จ ปภัสสโร นามเดิมของท่านชื่อ “ เผด็จศักดิ์ นวลมณี ” สมัยเป็นฆราวาสท่านเคยรับราชการเป็นครูประชาบาล อยู่ที่กิ่งอำเภอปลาปาก ( อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม ) ซึ่งสมัยนั้นจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร เป็นพื้นที่สีแดง ฐานที่มั่นใหญ่ของคอมมิวนิสต์ในภาคอีสานตอนบน

พระอาจารย์เผด็จ เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษทางโยมแม่ของท่านนั้นเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ตอนเป็นเด็กท่านเป็นคนเอาแต่ใจ เลี้ยงยาก เนื่องจากท่านเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ตอนเป็นเด็กท่านมักจะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่นัก มักจะเป็นสามวันดีสี่วันไข้ พ่อกับแม่จึงยกท่านให้เป็นลูกบุญธรรมของ หลวงปู่บัว เตมิโย วัดหลักศิลามงคล ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ซึ่ง หลวงปู่บัว เตมิโย วัดหลักศิลามงคล อำเภอธาตุพนม นี้ท่านเป็นครูบาอาจารย์กรรมฐานผู้หนึ่งที่มีความชำนาญในฌานกสิณไสยขาวแห่งลุ่มน้ำโขงเมืองนครพนมเมื่อในอดีต

หลวงปู่บัว เตมิโย ท่านเป็นหนึ่งในครูบาอาจารย์ร่วมกองทัพธรรมฝ่ายบู๊ปราบผีลุ่มน้ำโขง การได้มาเป็นลูกบุญธรรมของหลวงปู่บัว พระอาจารย์เผด็จท่านจึงได้ฝึกหัดเรียนเขียนอักขระคาถายันต์สืบในเบื้องต้นมาจาก หลวงปู่บัว เตมิโย ผู้เป็นอาจารย์สอนในเรื่องนี้องค์แรกของท่าน

(หลวงปู่บัว เตมิโย วัดหลักศิลามงคล อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ท่านมรณภาพเมื่อปี ๒๕๓๑)

อธิบายความ หลวงปู่บัว เตมิโย วัดหลักศิลามงคล ท่านเป็นลูกศิษย์ ของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม และ หลวงปู่จันทร์ เขมิโย ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ใหญ่แห่งกองทัพธรรมกรรมฐานอีกองค์หนึ่ง องค์ท่านหลวงปู่จันทร์ เขมิโย ท่านเป็นพ่อพระอุปัชฌาย์อุปสมบทให้ หลวงปู่บัว เตมิโย หลวงปู่คำดี ปภาโส หลวงปู่วัง ฐิติสาโร และครูบาอาจารย์อีกหลายท่านในยุคกองทัพธรรม

หลวงปู่บัว เตมิโย ท่านเป็นลูกศิษย์ องค์ท่านหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล องค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต รุ่นน้อง หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จันสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ฯลฯ

หลวงปู่บัว เตมิโย ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกกันกับ หลวงปู่วัง ฐิติสาโร วัดชัยมงคล อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม และ ท่านพระครูศรีภูมิมานุรักษ์ ( หลวงปู่คำมี สุวัณณสิริ ) วัดป่าสามัคคีธรรม บ้านนาเหมือง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ซึ่งท่านพระครูศรีภูมิมานุรักษ์หรือหลวงปู่คำมีนี้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ในการอุปสมบทครั้งแรกของ พระอาจารย์เผด็จ ปภัสสโร

หลวงปู่บัว บ้านหลักศิลาธาตุพนม กับท่านพระครูศรีภูมิมานุรักษ์ ( หลวงปู่คำมี สุวัณณสิริ ) สมัยเป็นเด็กพระอาจารย์เผด็จท่านเคยพาเราไปกราบครูบาอาจารย์ทั้งสององค์นี้ ส่วนตัวเราจะคุ้นเคยกันกับหลวงปู่คำมีบ้านนาเหมืองมากกว่า เพราะตอนเป็นเด็กเราอยู่วานรนิวาสการไปมาหาครูบาอาจารย์ระหว่างพังโคนกับวานรนิวาสของเราจึงสะดวก

พระครูศรีภูมิมานุรักษ์หรือหลวงปู่คำมีบ้านนาเหมืองท่านจะมีวลีติดปากท่านอยู่คำหนึ่งในเวลาดุคน “ พวกคอมมิวนิสต์ ”

พระอาจารย์เผด็จนั้นก็เป็นลูกศิษย์ผู้หนึ่งที่ถูกหลวงปู่คำมีท่านดุเอาว่าพวกคอมมิวนิสต์ ไปกราบหลวงปู่คำมีกับพระอาจารย์เผด็จครั้งไหนก็จะได้ยินท่านดุลูกศิษย์ว่า “ พวกคอมมิวนิสต์ ” ทุกครั้ง

ครูบาอาจารย์รุ่นเก่าที่ใช้คำพูดดุคนว่าคอมมิวนิสต์อีกองค์ก็คือ หลวงตาแตงอ่อน กัลยาธัมโม อันนี้เราเคยโดนกับตัวเองมาแล้วตอนเป็นเด็กปีนต้นไม้เล่นที่วัดป่าธรรมนิเวศ ก็เลยถูกหลวงตาแตงอ่อนท่านดุเอาด้วยคำนี้

พระอาจารย์เผด็จว่าตอนเป็นเด็กอยู่วัดกับ หลวงปู่บัว เตมิโย หลวงปู่บัวจะเรียกชื่อท่านว่า “ เผด็จศักดิ์ โจมพา ”

ฉายานี้ท่านได้มาจากตอนเป็นเด็กวัด ท่านว่าก่อนไปโรงเรียนเรามีหน้าที่โจมพาข้าว ( ยกถาดอาหาร ) ประเคน หลวงปู่บัว เตมิโย กับพระเณร หลวงปู่บัวท่านก็เลยตั้งชื่อฉายาสังกะลีอันเป็นมงคลให้กับท่านว่า “ เผด็จศักดิ์ โจมพา ”

พระอาจารย์เผด็จ “ เวลาไปโรงเรียนพวกเพื่อนมันพากันล้อชื่อสังกะลีกู เวลาขานชื่อครูก็จะชอบพูดหยอกให้กูอายเพื่อน

อ้าว.! วันนี้ เด็กชายเผด็จศักดิ์โจมพา มาโรงเรียนหรือไม่ กูก็ยกมือขึ้นตอบครูว่ามาครับ.! ครูก็จะถามวันนี้ก่อนมาโรงเรียนเผด็จศักดิ์ได้โจมพาข้าวถวายพระเณรแล้วหรือยัง กูก็จะบอกครูว่า โจมพาถวายหมดทุกองค์แล้วครับ.! ”

พระอาจารย์เผด็จว่าหลวงปู่บัวหลักศิลาส่งท่านเรียนหนังสือจนจบมอแปด ( ม.ศ. ๘) ในสมัยนั้น พอเรียนจบมอแปดแล้วท่านก็มาเป็นผู้จัดการอยู่คณะรำวงเพราะตนเองมีใจชอบในทางบันเทิงสนุกสนาน ท่านว่า ว่าแต่มีคนจ้างเราเดินสายไปกับคณะรำวงทั่วภาคอีสาน เงินทองสมัยนั้นอู้ฟู่หาง่ายไปบ้านไหนเมืองไหนมีแต่สาวซักผ้าตักน้ำให้อาบอยู่ทุกอำเภอ

ท่านว่าเราถูกใจสาวคนหนึ่ง แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเขาไม่ชอบพวกผู้บ่าวคณะรำวงโอ้นโต้นพัฒนา พ่อแม่ผู้หญิงเขาชอบผู้บ่าวลูกเขยครู และส่วนมากแม่หญิงชนบทสมัยก่อนค่านิยมในการครองคู่ถ้าเป็นไปได้เขาก็ต้องเลือกเอาผู้บ่าวครูก่อน รองลงมาก็จะเป็นผู้บ่าวทำงานเป็นเสมียนอำเภอ

แรงบันดาลใจพ่อมาลัยรำวงของท่าน พระอาจารย์เผด็จท่านเอาคำพูดดูถูกของพ่อแม่ผู้หญิงมาเป็นกำลังใจในการสอบครู ท่านว่าสอบครูซื่อๆสมัยก่อนมันจะไปยากอะไร กูมั่นใจตัวเองเพราะกูเรียนเก่งจบมอศอแปดจากกรุงเทพฯ กูก็ไปสอบบรรจุเป็นครูประชาบาล ถูกบรรจุให้ไปเป็นครูสอนโรงเรียนประถมอยู่กิ่งปลาปาก ( อำเภอปลาปาก ) จังหวัดนครพนม

ท่านว่าทั้งโรงเรียนครูใหญ่ ครูน้อย ภารโรงคือเราคนเดียว แต่ละวันตัวเองต้องเดินสอนตั้งแต่ปอหนึ่งถึงปอสี่ วันไหนถ้าเหนื่อยมากก็จะเขียนกอไก่กอกาใส่กระดานให้เด็กคัดลายมือ เขียนโจทย์เลขบวกลบคูณหารใส่กระดานไว้ให้เด็กหาคำตอบ ตัวเองก็จะหลบมานอนกลางวันอยู่ใต้ต้นไม้หรือบ้านพักครูพอมีแรงแล้วก็จะออกไปสอนนักเรียนใหม่ ครูบ้านนอกไกลปืนเที่ยงในชนบทสมัยนั้นท่านว่าจะเป็นแบบนี้แทบทุกคน เพราะครูนั้นมีน้อย

พระอาจารย์เผด็จ “ ไปประชุมอำเภอถามศึกษาธิการเมื่อไหร่จะส่งครูมาช่วยผมสอนบ้าง ถ้าไม่งั้นผมจะขอย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ศึกษาฯว่าสอนไปผู้เดียวก่อนรอทางการเขาก็จะบรรจุครูใหม่ไปช่วยสอน คนอื่นเส้นดีเขาก็ส่งบรรจุไปอยู่ในที่สบาย เรานี้กับเป็นครูสอนอยู่ดงคอมมิวนิสต์ สอนอยู่สี่ปี ศึกษาฯก็ไม่ส่งครูอื่นมาช่วย กูเหลืออดเถียงกับศึกษาฯ จนเป็นเรื่องกัน ”

ครูสมัยนั้นท่านว่าอยู่ในแดนวงล้อมของคอมมิวนิสต์ เวลาจะไปมาไหนก็ต้องพกปืนติดตัวไว้ตลอด ถ้าไม่ยังงั้นอาจถูกพวกคอมมิวนิสต์สอยเอาได้ง่ายไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ท่านว่าการเป็นอยู่ของครูในสมัยคอมมิวนิสต์จึงเป็นเรื่องที่กดดันเพราะคอมมิวนิสต์มันไม่ต้องการให้คนเรียนรู้ฉลาดทันบ้านทันเมือง พอเราจะหันหน้ามาเมืองก็มีแต่พวกทรราชเจ้าใหญ่นายโตวางตัวเต็มโต๊ะ หันไปทางป่าถ้าไม่เป็นอาก้าก็คาร์บิ้นจ้องจะจ่อหัว ชีวิตตอนเป็นครูครั้งหนึ่งเราเกือบจะถูกเขาจับเอาผ้าปิดตาโยนลงจากฮอเพราะถูกใส่ความว่าเป็น “ ครูคอมมิวนิสต์ ”

พระอาจารย์เผด็จ “ จะไม่ให้กูเป็นครูคอมมิวนิสต์ได้ยังไง พวกเด็กที่มาเรียนกับกูพ่อแม่ปู่ย่าตายายของมันก็เป็นคอมมิวนิสต์กันทั้งนั้น พวกที่ไม่พอใจเขาก็เลยใส่ความว่ากูเป็นสายให้คอมมิวนิสต์ พวกทางการบางคนเขาก็เลยจะเอากูไปดิ่งพสุธาอยู่ภูพาน ตอนเขาเอาเรื่องกูกะคิดในใจชาตินี่กูยังบ่ได้บวชนำเขาเด้ บุญอันนี่หวาเจ้าของกะเลยรอดตายในตอนนั้น ”

หลวงปู่เผด็จบอกว่า สมัยหนุ่ม ท่านเป็นคนหัวรุนแรง ในตอนเป็นฆราวาส ท่านเคยรักใคร่อยู่กับสาวพยาบาลคนหนึ่ง แต่ท่านขอบวชก่อน ๑ พรรษา ที่วัดป่าบ้านนาเหมือง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร โดยมีหลวงปู่คำมี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังออกพรรษา ท่านมาลาสึกกับหลวงปู่คำมี แต่หลวงปู่คำมี ขอให้ท่านอยู่ช่วยงานครูบาอาจารย์อีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากพระสมัยก่อนไม่ได้เรียนสูง ท่านเป็นผู้ที่เคยเรียนและรับราชการมา จึงอยากให้ท่านเป็นเลขาของหลวงปู่คำมีไปก่อน เพื่อรอพระรูปอื่นที่กำลังฝึกฝนอยู่ 

หลังจากนั้นหลวงปู่คำมี ได้ส่งท่านเข้าร่วมดูแลอุปัฏฐาก หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ตอนที่อยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่ฝั้น ท่านบอกว่า เราภาวนาจิตสงบ ท่านจึงตัดสินใจลาออกจากราชการครูและบอกเลิกสัญญาใจกับพยาบาลสาว 

หลังจากบวชมาได้ ๕ พรรษา ท่านประสบอุบัติเหตุจนกระดูกสันหลังเดาะ จึงตัดสินใจสึกเพื่อรักษาตัว และกลับมาบวชอีกครั้งตอนอายุ ๔๐ ปี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ณ วัดเม็งรายมหาราช ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีพระครูศีลคุณากรเป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นท่านก็มาจำพรรษาที่วัดถ้ำผาจรุย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ตามคำบอกของพระอาจารย์สวัสดิ์ ปภาโส ขณะนั้นหลวงปู่หลวง กตปุญโญ ผู้สร้างวัดถ้ำผาจรุยเป็นรูปแรก ก็บอกให้ท่านอยู่ที่วัดถ้ำผาจรุยตลอดไป ท่านก็รับปากหลวงปู่หลวง และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจรุย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ 

ความเป็นมาของวัดถ้ำผาจรุย อ.ป่าแดด จ.เชียงราย ครั้งหนึ่งบุคคลสำคัญของโลก อย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ของธรรมยุตินิกาย หรือ สายกรรมฐานพระป่า ได้ธุดงค์มาบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำผาจรุยแห่งนี้ ชาวบ้านได้สร้างกุฏิให้ท่านได้พัก หลังจากนั้นบรรดาลูกศิษย์ของท่าน ก็ได้แวะเวียนมาบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำผาจรุย จนเกิดเป็นที่พักสงฆ์ จากนั้นหลวงปู่เผด็จ ปภัสสโร ได้มาอยู่จำพรรษาและพัฒนาขึ้นจนเป็นวัดถ้ำผาจรุยในปัจจุบัน เนื้อที่บริเวณวัดถ้ำผาจรุยนั้นมี พื้นที่ประมาณ ๖๐ ไร่ ลักษณะของถ้ำผาจรุยนั้นมีลักษณะเป็นภูเขาตั้งโดดเด่นแยกตัวออกมาจากภูเขาลูกอื่น ซึ่งภายในประกอบด้วย ภูเขาเล็ก ๆ สลับซับซ้อนอย่างลงตัวและสวยงาม บริเวณวัดร่มรื่นใต้เงาไม้ใหญ่ 

หลวงปู่เผด็จเล่าว่า ผู้คนในละแวกมิได้สนใจอะไรในตัวท่านนัก ตอนนั้นยังศรัทธาอดีตเจ้าอาวาสรูปเก่า (พระอาจารย์สวัสดิ์) ที่เพิ่งลาสิกขาไป ความศรัทธาในวัดถ้ำผาจรุยก็เริ่มซบเซา แต่ความสนใจในตัวท่านและความศรัทธาที่มีต่อวัดกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากควายแม่ลูกสองตัวของชาวบ้านถูกโจรลักขโมยไป แจ้งความตำรวจและผู้ใหญ่บ้านแล้ว ก็หาไม่เจอ แต่หลวงปู่เผด็จก็ช่วยตามหาจนเจอ นอกจากนี้ หลวงปู่เผด็จยังเป็นเจ้าคณะอำเภอป่าแดด-เทิง-พญาเม็งราย ของฝ่ายธรรมยุติด้วย 

ท่านเป็นพระป่าที่ครูบาอาจารย์ขอให้ออกมาปกครองดูแลพระเณรฝ่ายธรรมยุติ หลวงปู่เผด็จเป็นมือไม้ให้ครูบาอาจารย์ประสานรอยร้าวความขัดแย้งของฝ่ายธรรมยุติและมหานิกายที่มีต่อกันตั้งแต่อดีตให้จบได้ในยุคของท่าน จนพระเณรครูบาอาจารย์สายมหานิกายจังหวัดเชียงราย-พะเยา ต่างยอมรับการปกครองของทั้งสองฝ่าย จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

พ.ศ. ๒๕๕๒ พระครูปภัสสราธิการ (หลวงปู่เผด็จศักดิ์ ปภัสสโร) ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา

ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ หลวงปู่เผด็จ เริ่มมีอาการอาพาธ จึงไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพ และได้รับการผ่าตัดกระดูกต้นคอ จากนั้นกลับมาพักฟื้นที่วัดถ้ำผาจรุยต่อ แต่ยังมีอาการอาพาธอยู่ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์อีกหลายครั้ง วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ หลวงปู่เผด็จมีอาการหายใจติดขัด จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊ค และพบว่ามีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและหัวใจล้มเหลว ท่านมรณภาพ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เวลา ๐๔.๔๗ นาฬิกา สิริอายุรวม ๗๗ ปี ๓๙ พรรษา

-------
ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
อนุโมทนาบุญกุศลจากการอ่าน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย

ชีวประวัติ ปฏิปาพระอาจารย์อัครเดช (พระอาจารย์ตั๋น) ถิรจิตฺโต วัดบุญญาวาส ต.บ่อทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี

ชีวประวัติ ปฏิปทาหลวงปู่พล ยโสธโร วัดภูหล่มขุม บ.หนองนกเขียน ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร